สวรรค์ล่มสลาย

สวรรค์ล่มสลาย

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีดินแดนที่เรียกว่าสวรรค์ สถิตอยู่เหนือเมฆหมอกขาวโพลน ที่นั่นมีเหล่าเทพเทวดาอาศัยอยู่อย่างสงบสุข ทุกเช้าจะมีแสงสีทองสาดส่องลงมาจากพระอาทิตย์นิรันดร์ เสียงพิณทิพย์บรรเลงเป็นท่วงทำนองแห่งความบริสุทธิ์ ไม่มีผู้ใดรู้จักความโศกเศร้าหรือความตาย

ทว่าภายใต้ความงดงามนั้น กลับซ่อนความเปราะบางไว้มากมาย

เทพอสูรองค์หนึ่งนามว่า “อัคคี” ผู้เป็นใหญ่ในแดนบรรพตเพลิง มองสวรรค์ด้วยความอิจฉา เขาคิดว่าเหตุใดเหล่าเทพบนนั้นจึงได้รับแต่ความสุข ในขณะที่เขาต้องจมอยู่ใต้ธุลีควันและความร้อนระอุ อัคคีรวบรวมบริวารแห่งเงามืดและเปลวไฟ วางแผนบุกรุกสวรรค์ให้พินาศ

สงครามเริ่มต้นขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิด ฟ้าสีทองพลันกลายเป็นสีแดงฉานราวกับโลหิต เสียงบรรเลงพิณเงียบหาย เหลือเพียงเสียงกรีดร้องของเทพที่ถูกไฟคลอก เทพผู้เฒ่าพยายามใช้คาถาศักดิ์สิทธิ์ปกป้องนครสวรรค์ แต่พลังของอัคคีนั้นเกิดจากความเกลียดชังและความอิจฉาที่สะสมมานับพันปี มันแข็งแกร่งยิ่งนัก

ประตูสวรรค์ถูกทำลาย เสาสีเงินโค่นลง พื้นที่เคยเติบโตด้วยดอกไม้ทิพย์กลายเป็นทะเลเพลิง เหล่าเทพที่รักสงบไม่อาจต่อต้านได้ เพราะพวกเขาไม่รู้จักความรุนแรงที่แท้จริง ทุกสิ่งล้วนพังทลายลงต่อหน้าต่อตา

ในขณะที่สวรรค์กำลังล่มสลาย เทพธิดาองค์สุดท้ายนามว่า “สุวรรณาลักษมี” ตัดสินใจใช้พลังชีวิตของนางสร้าง “แก่นสวรรค์” ซ่อนไว้ในหยาดน้ำค้างหยดหนึ่ง แล้วเหวี่ยงมันข้ามขอบฟ้าสู่โลกมนุษย์ ก่อนที่ร่างของนางจะสลายกลายเป็นฝุ่นดารา

นับแต่นั้น สวรรค์ก็ล่มสลายลงอย่างสมบูรณ์ เมฆขาวกลายเป็นเถ้าธุลี แสงนิรันดร์ดับสูญ เหลือเพียงความมืดมิดอันเวิ้งว้าง เรื่องราวของสวรรค์กลายเป็นตำนานที่มนุษย์รุ่นหลังเล่าขาน บ้างว่าเป็นเพียงนิทานสอนใจ บ้างเชื่อว่าแก่นสวรรค์ยังซ่อนอยู่ที่ใดสักแห่งในโลก

หลายพันปีผ่านไป มนุษย์ล้วนลืมเลือนว่าตนเองเคยมีสวรรค์ แต่ในคืนเดือนมืด บางคนอาจมองขึ้นฟ้าและรู้สึกถึงความว่างเปล่าที่ไม่อาจอธิบาย เหมือนมีบางสิ่งที่สวยงามดิ่งหายไปตลอดกาล

แต่บางตำรากล่าวว่า หากวันใดมนุษย์สามารถค้นพบแก่นสวรรค์และนำมันกลับสู่ฟากฟ้า สวรรค์จะถูกสร้างขึ้นใหม่ แต่ครานี้จะไม่ใช่สวรรค์ของเทพ หากแต่เป็นสวรรค์ของมนุษย์ ผู้เรียนรู้ทั้งความรักและความสูญเสียมาแล้ว

ทว่าจนถึงบัดนี้ ยังไม่มีใครพบมันเลย…

สวรรค์ล่มสลาย